ฟ้า...ในค่ำคืนที่ไร้ดาว อ้างว้างและว่างเปล่า ไม่มีความหมาย ฉัน...ก็มีดวงใจที่ว่างเปล่า จวบจนวันที่เธอก้าวเข้ามาในชีวิต *ไม่ใช่สายน้ำแต่ฉ่ำชื่นหวาน ไม่ใช่ลำธารแต่ไหลผ่านหัวใจ ไม่ใช่ดวงดาวแต่เธอเป็นดั่งดวงหฤทัย คือความหมายที่หา...มานาน **ความรักจดลึกในความทรงจำ ลึกล้ำ ย้ำรอยสลัก นิรันดร์ นั้นนานนัก แต่รักนี้นานกว่านั้น ฟ้ากำเนิดมา ณ เมื่อไหร่ จะดับสลาย ณ เมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้ แต่ฉันมีเพียงเธอที่เฝ้ารอ ตลอดกาลไม่นานพอ ให้ดับความรัก สุทธิพงษ์ วัฒนจัง

Sunday, June 8, 2008

ตึกพรรณราย

คณะโบราณคดี ณ ตำหนักพรรณราย

พิเศษ สังข์สุวรรณ




ที่ตั้งแห่งที่สองของคณะโบราณคดีหลังจากไปฝากอยู่กับพื้นที่กรมศิลปากรมาได้ระยะหนึ่งก็คือที่ตำหนักพรรณราย หรือเรียกกันสั้นๆว่าตึกพรรณรายแห่งวังท่าพระแห่งนี้

วังแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่หนึ่ง พระองค์ใดเคยทรงอยู่ที่วังนี้ และสืบเนื่องมาถึงใครนั้นต้องไปศึกษาเอา เขามีประวัติบันทึกไว้โดยละเอียดอยู่แล้ว

แต่ที่อยากจะบอกกันไว้ก็คือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวในระยะที่ท่านต้องดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์นั้น ท่านทรงประทับอยู่ที่นี้มาโดยตลอด ถ้าขึ้นไปท้องพระโรง จะเห็นเสาต้นหนึ่งเขาปิดทองไว้ นั้นคือบริเวณที่ประทับว่าราชการของพระองค์ที่จะทรงขึ้นครองราชย์สมบัติ

ผ่านไปผ่านมาก็ยกมือไหว้หรือรำลึกในพระคุณของท่านเสียบ้าง พระองค์ทรงทำคุณไว้ให้กับแผ่นดินเป็นอเนกอนันต์นานัปการ

คำว่าพรรณรายนั้นแปลว่าสีพรายเลื่อมระยับงามผุดผ่อง เป็นพระนามของพระมารดาของเจ้านายพระองค์หนึ่งซึ่งครองวังท่าพระมา คุ้นๆว่าน่าจะเป็นสมเด็จกรมพระยานริศฯ จะใช่หรือไม่ใช่ก็ต้องไปค้นเอาเองอีกนั้นแหละ เมื่อเขาไม่สั่งไม่สอนก็ต้องไปค้นคว้าขวนขวายเอาเอง เผื่อจะได้ความรู้อื่นติดมาบ้าง ตัวของเราเองนี้หว่า ใช่ของใครที่ไหน ถ้าไม่ทำคุณให้ตัวเองเสียก่อนแล้วจะไปทำให้ใครอื่นเขาได้...เน๊าะ

ผู้เขียนเข้ามาที่ตึกพรรณรายครั้งแรกเมื่อเรียนจบมัธยมมาใหม่ๆจะสอบเอ็นทรานซ์เข้าศิลปากร

ที่เลือกศิลปากรก็เพราะชอบโดยไม่มีเหตุผล อาจจะเป็นเพราะเล็กดี คนไม่เยอะแยะวุ่นวายแต่ก็ใหญ่กว่าที่อื่นๆชั่งมันเถอะ นานาจิตตัง

เลือกสอบได้คณะเดียวคือคณะโบราณคดี เพราะไม่มีวาดรูปและคำนวณ

เนื่องจากต้องสอบวิชาเฉพาะของคณะด้วย ก็เลยต้องมาสอบถามวิชาอะไรมาถามกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งจะสอบเข้าคณะสถาปัตยกรรมไทย(หลักสูตรและชื่อในสมัยนั้น) มาถึงก็เงอะๆ งะๆ หาอะไรไม่เจออยู่พักหนึ่ง จนเจอใครคนหนึ่งเข้าในที่สุด ก็เลยถามคำถามเขาข้อหนึ่ง “ครูใหญ่อยู่ไหนครับ”

ก็เลยไปนั่งจ๋องหง๋องอยู่หน้าท่านอาจารย์ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ซึ่งท่านก็ทรงอธิบายให้ว่าไปซื้อหนังสือเล่มไหนมาอ่าน ก็เลยต้องเดินไปธรรมศาสตร์เพื่อซื้อหนังสือมาอ่านเพื่อสอบเข้าธรรมศาสตร์อย่างงงๆ เพราะในตอนนั้นไม่รู้ในความยากจนของมหาลัยศิลปากรที่ไม่สามารถมีโรงพิมพ์ของตนเองได้

ในที่สุดก็สอบเข้ามาได้อย่างโด่เด่ เพราะเจ้าเพื่อนที่มาสอบเข้า “ถาปัด”ก็สอบได้เช่นกัน แต่มันตก ม.8 และมันทำซ้ำๆอยู่อย่างนั้นถึงสามปี จนปีที่4 มันก็สอบม.8ผ่านจนได้ แต่สอบเอ็นฯไม่ติดอะไรเลย...โธ่เอ๋ย ชีวิตที่น่าสงสาร

นั่นคือชีวิตที่เข้ามาอยู่ในตึกพรรณราย ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้ายเป็นเวลา 5 ปีเต็ม จนจบไปพร้อมกับวิทยานิพนธ์เรื่อง “คณะโบราณคดี:ห้าปีแห่งการสังเกตการณ์” ที่ทะเลาะกับอาจารย์ผู้ตรวจจนขนลุกขนพอง เพราะดันไปเอาความจริงมาพูด

มหาลัยมีระบบอาวุโสที่ค่อนข้างจะเข้มงวดอย่างที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่สมัยนั้นเฮี้ยนกว่าสมัยนี้เยอะ สมัยก่อนมีสภาซีเนียร์ด้วยนะจ๊ะ ใครทำผิดกฎระเยียบของสังคมเกินเส้นแดงก็ต้องขึ้นสภาซีเนียร์นะจ๊ะ และสภาฯมีสิทธิลงโทษถึงขั้นเสนอให้มหาวิทยาลัยพิจารณาพักการเรียนหรือเฉดหัวออกไปได้นะจ๊ะ.....ไม่ใช่ขี้ขี้

อยู่ปีหนึ่งก็เรียนอยู่กลางชั้นบนของตึกพรรณราย ประกบซ้ายขวาด้วยห้องปี 4 และห้องปี 2 ...แสบไหมล่ะ....จะเดินเข้าห้องโดยไม่โดนกัดเป็นไม่มี กว่าจะพ้นฤดูรับน้องใหม่ไปได้ก็กะรุ่งกะริ่งกันจนดูไม่ได้ก็แล้วกัน ดีที่รุ่นพี่นั้นมัยนั้นเขาสวยๆ กันทั้งนั้น ทั้งกายทั้งใจ แผลแหวอะหวะเลยไม่มีแผลเป็น

สมัยนั้นรับรุ่นละ 30 คนเท่านั้น เฉลี่ยรุ่นพี่กับน้องใหม่คือ 1:3 และจำนวนแค่ 30 คนนั้นอัดรายตัวได้สบายมาก เราจึงรู้จัก และอยู่ด้วยกันเหมือนญาติมากกว่านักศึกษาร่วมคณะเดียวกัน

ลานอิฐแดง สำหรับสองสามเดือนแรกคือลานประหารดีๆนั้นเอง

สารพัดสารพันที่จะแกล้งกันได้อย่างน่าประหลาดใจ

ใครว่างๆก็ลองไปยืนกลางลานแล้วตะโกนดังๆดูสักพัก ตัวอาคารรอบด้านจะสะท้อนกลับมาจนกระดูกค้อนทั่งสั่นระริก

แล้วลองคิดถึงเสียงคนเก้าสิบกว่าคนตะโกนขึ้นสุดเสียงขึ้นพร้อมๆกันโดยเราต้องยืนทนฟังอยู่ตลอด 3 ชั่วโมงของทุกวันเป็นเวลา 3 เดือนวาจะเป็นอย่างไร...ไม่เป็นบ้าก็นับว่าเป็นบุญแล้ว

แต่พอสามเดือนผ่านไปแล้ว ลานอิฐแดงก็กลายสภาพจากทุ่งสังหารมาเป็นศาลาประชาคมของหมู่บ้าน มันเป็นที่กว้างที่เดียวในคณะที่ใครก็มานั่งคุยกัน มานั่งพัก มากินข้าว มาขโมยถั่วแขกกิน มาเตะตะกร้อ มาเล่นวอลเลย์บอล มาเล่นหมากรุกโดยคอยปัดลูกตะกร้อหรือลูกวอลเลย์มาตีแบโดยต้องพลิ้วหลบคมดาบที่อีกพวกหนึ่งฟันกันอยู่ มาเล่นกีต้าร์ร้องเพลงโดยไม่ต้องอ่านเนื้อ เพราะตาต้องดูอะไรต่อมิอะไรที่ปลิวว่อนอยู่แถวนั้น มาล้อมวงกินเหล้าโดยไม่ต้องถือแก้วและขวดเหล้าไว้กับตัว เพราะเหตุผลเดียวกัน

อย่างไรก็แล้วแต่ ชีวิตที่ตึกพรรณรายก็จะมีประชาคมที่ลานอิฐแดงเสียกว่าครึ่งหนึ่งของการใช่ชีวิตอยู่ที่นั่น ที่เหลือคือห้องเรียนที่เข้ามั่งไม่เข้ามั่ง ห้องเขียนแบบและ Drawing ชั้นล่างซึ่งเป็นหอพักนักศึกษาโดยไม่เสียค่าหอ สนามตะกร้อข้ามตาข่ายที่ลูกตะกร้อมักจะข้ามกำแพงมาตกใส่หลังคาห้องน้ำผู้หญิงจนตกใจเป็นโรคกะปิดกะปรอยกันมามากต่อมากแล้ว และโรงอาหารตรงสนามบาสฯปัจจุบันที่มักเข้าจะไปบ่อยๆยามไม่มีสตางค์ เพราะเซ็นต์ป้าแตงหรือยายนิดเอาไว้ได้ พอรับปริญญาก็เป็นซามูไรกันไปพร้อมกัน

พื้นที่สยองในตึกพรรณรายมีอยู่สองแห่ง ห่างหนึ่งที่ห้องของชมรมโบราณคดีและศิลปวัฒนธรรมอยู่ติดกับสวนแก้ว และติดกับห้องกลางที่ต่อไปสู่ห้องพระโรง ติดกับห้องดังกล่าวคือห้องกีฬาที่เราใช้เป็นที่เก็บอุปกรณ์กีฬา และเป็นที่กินเหล้า เล่นไพ่ เวลาฝนตก และเป็นหอพักสำรองเวลาหอพักใหญ่ที่ถูกท่านอาจารย์สั่งปิดพร้อมกันกับฝนตก ซึ่งทำให้เรากางมุ้งนอนที่ลานอิฐแดงไม่ได้

ที่ว่าเป็นที่สยองขวัญก็เพราะว่ามีหลายๆครั้งที่เรานอนในห้องกีฬาพอดึกๆก็มีเหตุการณ์แปลกๆเกิดขึ้นในห้องชมรมฯทั้งๆที่ไม่มีคนอยู่ และปิดล๊อกเอาไว้

เช่นมีคนมาโยกเก้าอีเล่นมั่ง มีเงาคนมายืนมองที่ประตูกระจกฝ้าที่อยู่ติดกันมั่ง

เจ๋งที่สุดก็คือมีใครมาเคาะพิมพ์ดีด......เคาะอย่างพิมพ์ไม่เป็น

สุดๆก็คือมีเสียงปัดแคร่ซะด้วย

พวกเล่นไพ่ดึกๆเจอกันเป็นประจำ ทั้งโง่กันซื่อบื้อไปนักต่อนักแล้ว

สยองโซนอีกแห่งหนึ่งก็คือห้องมืด ซึ่งเป็นทีทำการสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยศิลปากรในปัจจุบัน

สมัยก่อนเป็นห้องมืดสำหรับวิชาถ่ายภาพ ชื่อมันเองก็ฟังดูสยิวๆอยู่แล้ว พอเข้าไปมันก็แสยงๆอยู่ เพราะมันมืดตามธรรมชาติของการใช่งาน ยิ่งเข้าไปตอนดึก ๆ ละก้อ จะเกิดอาการทั้งสยิวแสยงจนตัวพองเหมือนเม่น

ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วก็น่าสงสัยว่า จะเข้าห้องมืดเวลาดึกดื่นค่ำคืนทำไมกัน เมื่อรู้ๆอยู่แล้วว่า.......เออ!ช่างมันเถอะ

คำตอบก็คือประธานหรือผู้ช่วยแผนกถ่ายภาพจะต้องไปอัดรูปล้างรูป ซึ่งค้างคามาแต่กลางวันและทำไมต้องไปทำตอนกลางคืนก็ไม่ทราบเหตุผลเหมือนกัน

มีอยู่ครั้งหนึ่งประธานถ่ายรูปคณะมัณฑนศิลปมาขอใช้ห้องมืดตอนกลางคืนตอนเช้าเราไปพบเขานอนยิ้มไม่สมประดีอยู่คาประตูระหว่างห้องตากฟิล์มกับห้องอัด พอแกไปฟื้นขึ้นที่ห้องพยาบาลถามว่าเกิดอะไรขึ้นแกก็ไม่ยอมบอก

เลยเดากันว่าคงมีใครใจดีมาบอกหวยแก แกเลยดีใจจนช็อคไป

อีกประการหนึ่งทีทำไมมีใครเข้าไปในห้องมืดตอนกลางค่ำกลางคืนก็คือ น้ำไม่ไหล

น้ำไม่ไหลนี้คือน้ำในห้อน้ำของตึกพรรณราย สมัยก่อนมีห้องอาบน้ำด้วย ชาวหอก็จะอาศัยห้องน้ำนี้แหละเป็นห้องน้ำของหอ

การประปาสมัยก่อนยังสุขภาพไม่ค่อยดี คือเป็นนิ่วอยู่เรื่อยๆดังนั้นบ่อยครั้งก็จะเกิดวิกฤตการณ์น้ำไม่ไหลขึ้น

แต่ก็ไม่รู้ว่าเหตุผลใดที่ทำให้น้ำในห้องมืดไม่เคยไม่ไหล

ห้องมืดมีแหล่งน้ำอยู่แหล่งเดียว นั่นก็คือน้ำที่อ่าง Running เอาไว้ล้างฟิล์ม อ่างนั้นก็กว้างพอที่จะเข้าไปนั่งเล่นได้ จึงเหมาะมากที่จะเอาไว้เป็น Turkish bath เวลาน้ำในห้องน้ำไม่ไหล

คืนหนึ่งผู้เขียนจำเป็นต้องใช้บริการ Turkish bath ดังกล่าวนิ้ เนื่องจากรอน้ำในห้องน้ำจนดึกดื่นมันก็ไม่ไหล และเล่นตะกร้อมาทั้งเย็น เหนอะหนะนอนไม่ลง ต้องยอมเสี่ยงไปอาบน้ำในห้องมืด

หลังจากทำใจดีสู่เสือ(หรือผี)แล้ว ก็แข็งใจขนลุกเดินเข้าไปอาบน้ำในห้องมืด

ไอ้ห้องมืดนี้ก็ไม่รู้ใครออกแบบระบบไฟไว้อย่างน่าเขกกะโหลก คือสวิทชไฟทั้งหมดไปรวมกันอยู่ในห้องตากฟิล์ม ซึ่งอยู่ในสุดของสามห้องติดกัน โดยแต่ละห้องมีประตูปิดเปิดถึงกันโดยเฉพาะ

ห้อง Running ที่เป็นสถาน Turkish bath นั้นอยู่นอกสุด แต่ต้องเดินไปในสุดถึงจะเปิดไฟห้องนี้ได้

ถึงบอกว่าต้องทำใจดีสู่เสือ(หรือผี)ไงล่ะ

พอเปิดไฟได้ก็ลงสรงสระสนาน สระผมสระเผ้าลงแชมพูสบู่ขมิ้นสบายใจเฉิบ

ทันใดนั้น!ไฟก็ดับพรึ่บทุกดวงที่มี!

ใจพี่หายวาบ เหมือนกุหลาบกลีบกระจาย

แต่ก็แข็งใจทำใจดีสู่เสือ(หรือผี)เอาไว้......ฮัมเพลงออกมาเบาๆโดยผิดคีย์ทุกตัวโน๊ต

ในขณะที่นั่งฟองฟอดอยู่ด้วยแชมพูและสบู่ และกำลังรวบรวมกำลังใจและสติปัญญาอยู่นั้นพลันก็เกิดเสียงความเคลื่อนไหวในห้องในสุด ตามมาด้วยเสียงประตูปิดดังพึ่บ!!!

เสียงความเคลื่อนไหวเคลื่อนต่อมายังประตูห้อง Turkish bath ที่ผู้เขียนนั่งจ๋อหว๋ออยู่ในอ่าง Running

โดยทันทีทันใดที่เสียงความเคลื่อนไหวเคลื่อนมาถึงประตูห้อง Running ผู้เขียนก็ใช้ความกล้าหาญสุดยอดครั้งหนึ่งในชีวิตของลูกผู้ชายที่ยังไม่ได้ใส่กางเกงยีนส์ Wrangler ในตอนนั้น กระโดดแผล็วลงจากอ่าง Running โดยไม่ลื่นล้ม ทั้งๆที่ทั้งหัวทั้งตัวฟูฟ่องไปด้วยฟองแชมพู และสบู่เปิดประตูนอกได้ก็เตลิดออกไปก่อนที่เจ้าของความเคลื่อนไหวจะปรากฏตัวขึ้นมิได้นำพาว่าตัวเรานี้จะมีอะไรติดตัวมาหรือไม่ คิดเสียว่าตอนเกิดมาก็มีแต่ตัวเปล่าก็แล้วกัน

เจ้าประคุณเอ๊ย!จะถูกผีหลอกนี่มันน่ากลัวกว่าถูกผีหลอกตั้งหลายเท่า อยากรู้ก็ลองดูซิ

ยังมีเรื่องราวอีกตั้งเยอะแยะเกี่ยวกับตึกพรรณราย และมีผู้คนอีกเยอะแยะที่มีเรื่องราวกับตึกพรรณราย แต่จะมาอยู่ในหนังสือเล่มนี้ทั้งหมดคงไม่ได้ มีโอกาสก็คงจะถ่ายทอดกันต่อๆไป

เมื่อคณะโบราณคดีย้ายไปอยู่ในตึกใหม่ในปัจจุบัน บุคคลในคณะก็เหินห่าง และเหมือนจะตัดขาดจากตึกพรรณรายไป

คนรุ่นใหม่ที่มีสังคมใหม่ แนวทางการศึกษาใหม่ การเรียนการสอนใหม่ มีคณาจารย์ใหม่ๆ มีความคิดและปรัชญาใหม่ๆ

ก็คงไม่สัมพันธ์อะไรกับตึกพรรณรายต่อไปแล้ว...เป็นแค่หอศิลป์และที่ทำการมาวิทยาลัยบางส่วนเท่านั้น

สิ่งที่เคยเกิดขึ้นของคณะโบราณคดี ณ ตำหนักพรรณรายก็จะเหลือแค่คำเล่าขาน และตำนานเท่านั้น

เมื่อความคิดเปลี่ยนไป คนก็เปลี่ยนไป

ที่ที่เปลี่ยนไป ก็ไปเพาะชำปลูกฝังเรื่องต่างๆให้กับผู้อยู่ตามสภาพแวดล้อมใหม่

อาจมีคนโต้แย้งคัดค้านในเรื่องนี้....ไม่เป็นไร...ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

ลองสังเกตบุคลากรที่ทำงานอยู่ในตึกพรรณรายในปัจจุบันดูซิ

มโนคติเขาแตกต่างกับผู้อื่นทำงานอยู่ที่อื่นในขอบเขตของวังท่าพระนี้ไหม...

เขาเข้าไปอยู่ในผนังตึกเหมือนนักศึกษาโบราณคดีรุ่นเก่าฯหรือยัง

ตึกใหม่มันพูดอะไรกับพวกคุณมั่ง

ฟังมันไม่รู้เรื่องก็คงไม่เป็นไรมั๊ง

ทุกอย่างก็ไม่มีอะไรจีรัง....

นอกจากความเปลี่ยนแปลง

บทนี้ไปลอกมาจากไหนก็จำไม่ได้ หากเจอต้นฉบับแล้วจะนำมาแจ้งค่ะ

เป้า

08-06-08

Tuesday, May 13, 2008

พระราชทานเพลิงศพ




เมื่อพี่ต้าจากไป

ครอบครัวเราคิดถึงงานศพเล็ก ๆ

และหนังสือธรรมะ ที่เหมาะสมกับงานสักเล่ม

เป็นของที่ระลึก ตามกำลังของเรา

แต่ด้วยพลังแห่งความรักอันบริสุทธิ์ ที่มวลมิตรของพี่ต้าหยิบยื่นให้

งานศพพี่ต้า กลายเป็นงานที่เรามิอาจคาดฝันถึงได้

เป็นงานที่อบอุ่น จริงใจ ซาบซึ้ง

และยิ่งใหญ่มากในความรู้สึกของเรา

ไม่มีใครหวังจะ “ได้” มีแต่คนหวังจะ “ให้”

ได้เห็นความรักของผู้คงอยู่

หยิบยื่นสนองตอบแก่ความรักของผู้จากไป






กราบขอบพระทัย อย่างสูงสุด หม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม-หม่อมกมลา ยุคล

กราบขอบพระคุณอย่างสูงสุด
คุณขรรค์ชัย บุนปาน

และทุกท่านที่กรุณาต่อพี่ต้าและครอบครัว



ขอบพระคุณมายังน้อง ๆ ศิลปากรทุกท่าน



ทางครอบครัวกราบขออภัยมายังความไม่เรียบร้อย-ขัดข้อง หากบังเกิดขึ้นในพิธีการ การต้อนรับ และระหว่างการดำเนินงาน



จดหมายถึงคณบดีคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร เพื่อมอบเงินเพื่อการศึกษา





Friday, May 2, 2008

งานพระราชทานเพลิงศพ

กำหนดการบำเพ็ญกุศล

ร.ท.พิเศษ สังข์สุวรรณ

วัดมกุฎกษัตริยาราม กทม.



วันเสาร์ที่ 10 พฤษภาคม 2551
16.00 น. เชิญศพขึ้นตั้งบำเพ็ญกุศล
19.00 น. สวดพระอภิธรรม

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2551
10.00 น. พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์
11.00 น. ถวายภัตตาหารเพล
11.30 น. พระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์
12.00 น. รับประทานอาหารร่วมกัน
17.00 น. พระราชทานเพลิงศพ

เรียนเชิญทุกท่าน
ด้วยความเคารพ

ครอบครัว


************************


Sunday, April 6, 2008

พิเศษ สังข์สุวรรณ : เพลง : ฤา... จะไปถึงฝั่งฝัน



ชมวิดีโอ งานทำบุญพี่ต้าครบ 50 วัน
ที่บ้านปทุมธานี วันที่ 21 มีนาคม 2551


คลิกที่นี่ึค่ะ


ฟังเพลง ใน อัลบั้ม

YELLOW IS BEAUTIFUL
คลิกที่ภาพค่ะ






ฟังอัลบั้ม ฤา... จะไปถึงฝั่งฝัน
คลิกที่อัลบั้มด้านล่าง ค่ะ



Saturday, April 5, 2008

บอกกล่าว

อัลบั้ม ผ่านฟ้า ฟังเพลงได้เล้วนะคะ

"ผ่านฟ้า"

Monday, March 24, 2008

จดหมายมอบเงินเพื่อการศึกษา

81/3 หมู่ 2 ต.สามโคก อ.สามโคก

จ.ปทุมธานี

วันที่ 13 พฤษภาคม 2551

เรื่อง การมอบเงินเพื่อการศึกษา

เรียน คณบดี คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร

เนื่องจาก เงินร่วมทำบุญในงานศพ ของ ร.ท.พิเศษ สังข์สุวรรณ หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว

คงเหลืออยู่ 95,000 บาท ถ้วน

ทางมารดาและญาติ ของ ร.ท.พิเศษ สังข์สุวรรณ มีความประสงค์ใคร่ขอมอบเงินจำนวนนี้

ให้กับคณะโบราณคดี ม.ศิลปากร อันเป็นที่รักยิ่งของ ร.ท.พิเศษ สังข์สุวรรณ ผู้จากไป

และใคร่แสดงเจตจำนงของการมอบ เพื่อพิจารณา ดังนี้

ส่วนหนึ่ง ใช้จัดซื้อตู้หนังสือ เพื่อบรรจุหนังสืออันมีประโยชน์ ที่ ร.ท.พิเศษ ได้เก็บสะสมไว้

เพื่อใช้ประโยชน์สำหรับคณะโบราณคดีต่อไป โดยการจารึกชื่อ ร.ท.พิเศษ สังข์สุวรรณ ไว้เป็นที่ระลึก

บนตู้นั้น

และอีกส่วนหนึ่ง เพื่อนักศึกษาในการทำกิจกรรม โดยการพิจารณาร่วมกันตามสมควร

สำหรับจำนวนเงินในแต่ละส่วนจะเป็นเท่าใดนั้น เรียนขอความกรุณาพิจารณา

ตามความเหมาะสม

ขอแสดงความนับถือ

ครอบครัว ร.ท.พิเศษ สังข์สุวรรณ

Saturday, March 15, 2008

พิเศษ สังข์สุวรรณ : เรื่องเล่า : ศาลพระกาฬ



ศาลพระกาฬ1

ผมไปศาลพระกาฬ ลพบุรี ครั้งแรกเมื่อยังเด็กอยู่มาก ไปกับลุงกับป้า นั่งรถยนต์ที่ตัวถังประกอบด้วยไมไผ่ พอเลยอยุธยาไปแล้ว สองข้างถนนยังเป็นป่าข้างทางทึบกว่าปัจจุบันนี้มาก ลุงแวะลงซ้อมปืนอยู่บ่อยๆ

เราพักในค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพราะลุงทำงานที่นั้น สมัยนั้นยังเป็นศูนย์การทหารราบอยู่ เดี๋ยวนี้เป็นศูนย์บัญชาการสงครามพิเศษ: กองกำลังรบเหล่าพิเศษของกองทัพบก

วันหนึ่งป้ากับลุงก็พาผมไปเที่ยวศาลพระกาฬ ตอนนั้นทะมึนครึ้มไปด้วยกิ่งใบของต้นไม้ใหญ่มากกว่าปัจจุบันหลายเท่า

ศาลพระกาฬเดิมเป็นศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์ซึ่งต่อมก็แปลงมาเป็นฮินดู เป็นเทวะสถานที่ผู้สร้าง สร้างถวายเทวะที่ตนบูชาให้เป็นที่สิ่งสถิตย์ขององค์เทวะนั้นๆนเองจะได้มีที่ที่จะมาสักการะบูชาและอ้อนวอนขอสิ่งที่ตนปรารถนาได้ โดยไม่ต้องเดินทางไปสรวงสวรรค์

ลพบุรีเป็นเมืองหนึ่งในประเทศไทยที่มีการอยู่อาศัยและทับถมวัฒนธรรมกันมาอย่างต่อเนื่องนับพันปี

แรกสุดเมื่ออ่าวไทยกินอาณาเขตมาถึงแถบนี้ๆก็คงเป็นเมืองชายทะเลอยู่ตรงข้ามกับเพชรบุรี ซึ่งอยู่ทางฝั่งตะวันตก

เมื่อบ้านเป็นเมืองก็คงมีพวกละว้าหรือลั๊วะ ซึ่งอยู่ในแถบนี้มาก่อนเป็นผู้สร้างชุมชน จึงได้ชื่อว่าลวะปุระแปลว่าเมืองของชาวละว้าหรือลั๊วะ

แต่ชื่อนั้นน่าจะมาจากภาษาอินเดีย เพราะชาวอินเดียเดนทางทางเรือในแถบนี้อย่างกว้างขวาง

เมื่อน้ำทะลดลง ลวะปุระก็กลายมาเป็นที่ดอนอยู่ลึกเข้าไปในแผ่นดิน

จากนั้นก็มีผู้คนและวัฒนธรรมต่างๆแผ่เข้ามาหรือแผ่ออกไป ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยประวัติศาสตร์และสมัยปัจจุบัน

เก่าที่สุดที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดบนดินก็คือวัฒนธรรมทวาราวดีและขอม วัด ปรางค์ ปราสาท กู่ เทวสถานต่างๆคงอธิบายได้

ศาลพระกาฬก็เป็นหนึ่งตามที่ว่าดังกล่าว

ดูองค์พระกาฬให้ดีๆจะเห็นว่าท่านมีสี่กร

นั่นคือพระนารายณ์....ฮินดู....ที่เข้ามาในอาณาจักรขอมก่อน แล้วจึงแผ่เข้าในสุวรรณภูมิ

แล้ว “ลพบุรี”แปลงชื่ออย่างไร

อย่าลืมพระรามเป็นอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์!!

พระรามมีโอรสชื่อพระลพ

และพระรามประทับอยู่ที่อโยธยา

ในสมันอยุธยา ลพบุรีคือเมืองลูกหลวงของอยุธยา

พอจะเข้าไหม...เรื่องราวนี้มาขั้นหลังตามคติความเชื่อโบราณ

มีตำนานลพบุรีกล่าวถึงว่าห้ามมีกรใช้น้ำส้มสายชูในเมือง....?

เพราะพระรามแผงศรไปปักยักษ์ตนหนึ่งล้มอยู่ที่นั้นและหากมีน้ำส้มสายชูไปโดยแผลเข้า ยักษ์ก็จะฟื้นและอาละวาด

มันก็เป็นเรื่องเล่าและตำนาน

แต่มันก็แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของเรื่องราวและความเชื่อบางอย่าง....ที่สอดคล้องกันกับความเชื่อของเมือง....และเปลี่ยนแปลงแผลงไปตามยุคสมัย

ผมเดินตามป้าและลุงไปบนศาล ลุงกับป้าไปสักการะพระกาฬ ผมรออยู่ที่ใกล้ๆทางเข้า...ผมแต่งตัวน่ารักแบบเด็กๆสวมหมวกไบเล่ย์ ติดตราโลหะเรื่องหมายค่ายนารายณ์ฯเป็นรูปฉลุพระนารายณ์สี่กร

อยู่ดีดีหมวกผมก็หายไปจากหัว..........!!

มองตามขึ้นไปก็เห็นไอ้จ๋อตัวหนึ่งหิ้วหมวกผมไปต่อหน้าต่อตา และขึ้นไปบนต้นไม้สูงใหญ่ที่ขึ้นอยู่

บนศาล

ผมร้องไห้จ้าด้วยความตกใจ...ลุงป้าวิ่งออกมา

ไอ้จ๋อตัวนั้นเอาหมวกผมไปแทะเล่นบนคบไม้สูง...มิใยว่าใครจะขู่ตะคอกหรือทำอย่างไร มันก็ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน....และไม่หนีไปไหน...กวนตีนอยู่อย่างนั้น

นานเข้า...หมดปัญญาแล้วป้าก็พาผมกลับ บอกว่าเดี๋ยวซื้อหมวกให้ใหม่

ในขณะเดียวกันก็มีใครสักคนที่เป็นคนที่อยู่ที่ศาลพระกาฬมาพูดอะไรกับป้า

ป้าคิดอยู่หน่อยหนึ่ง แล้วก็ให้ลุงอยู่กับผม แล้วป้าก็เข้าไปกราบเจ้าพ่อพระกาฬ...จะบอกหรือบนท่านว่าอย่างไรไมมีใครรู้

จู่ๆไอ้จ๋อมือไวก็โยนหมวกของผมลงมา!!!

ลูกน้องลุงรีบวิ่งไปเก็บมาคืนผม

ผมหยุดร้องไห้....

ไอ้จ๋อก็ยังคงนั่งอยู่บนคบและมองลงมานิ่งๆแล้วมันก็กระโจนเข้าฝูงไป

พิเศษ สังข์สุวรรณ/นานมาแล้ว/Revised on001018

ศาลพระกาฬ 2

โตขึ้นมาผมผ่านศาลพระกาฬไปอีกหลายครั้ง แต่ไม่เคยแวะเข้าไป....ไม่ใช่กลัวลิงขโมยหมวกหรอกเพราะเลิกใส่หมวกมานานแล้ว แต่เพราะมันแค่ผ่านไปที่อื่น แต่ก็ยกมือไหว้ทุกครั้งที่ผ่าน

แล้วผมก็ไปรับราชการทหารอยู่พักหนึ่ง

ช่วงหนึ่ง กองพันผมก็ต้องไปฝึกโดดร่มและรบพิเศษอยู่ที่ค่ายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

ผมไม่ผ่านการทดสอบร่างกาย...จะเพราะอะไรก็ช่างเถอะ....

แต่ก็ต้องอยู่กับเพื่อนๆที่กองร้อยอยู่ตลอดเวลา เพราะจำหน่ายออกจากหน่วยมาแล้ว ก็ต้องกลับพร้อมกับกองพัน

พอเขาฝึกโดดร่มเสร็จ เขาก็ไปฝึกจู่โจมที่จังหวัดอื่น

ผมกับเพื่อนอีกสี่หาคนที่ไม่ผ่านการทดสอบก็ต้องแกร่วอยู่ในค่าย...รอเพื่อนๆฝึกเสร็จ

วันๆก็ไม่ได้ทำอะไรมาก หายใจเข้าหายใจออกเท่านั้น

วันหนึ่งเบื่อๆมากๆเข้าผมก็เดินไปนั่งเล่นที่ศาลพระกาฬ

มีคนมาเที่ยวเป็นช่วงๆทั้งคนไทยและคนต่างประเทศ

เขามีร้านขายของในบริเวณศาล....เครื่องดื่ม...ของที่ระลึก....และอาหาเลี้ยงลิง

ผมก็เลยซื้อเบียร์กระป๋องหนึ่งถั่วคั่วสองถุง กะว่าจะเอาไปให้ลิงมันกินเล่น (ถั่วนะครับ ไม่ใช่เบียร์)

เอาถุงถั่วยัดกระเป๋ากางเกงสนามไป แล้วก็ไปนั่งจิบเบียร์ดูอะไรเพลินๆ

สักพักก็มีมือมาลวงกระเป๋ากางเกงผม!!!

ผมหันขวับไปทันใด!!!

สิ่งที่ที่ผมคิดว่ามันเป็นนักแซงค์กลับกลายเป็นไอ้วอกตัวเกือบเท่าหมา!!!

พอผมจะปัดมือมันออก มันก็แยกเขี้ยวใส่ผม!!

เขียวมันน่ากลัวกว่าดาบปลายปืนเสียด้วยซ้ำ!!

ผมก็เลยนั่งนิ่งๆ....ไม่รู้จะทำอย่างไง

ไอ้วอกมันกำถุงถั่วในกระเป๋ากางเกงผมแน่นและพยายามดึงออกไป....แต่ดึงไม่ออกเพราะมันติดกางเกงเนื่องจากผมกำลังนั่งอยู่!

พอมันดึงไม่ออก มันก็แยกเขี้ยวใส่ผม!!

ตรงนั้นก็ไม่มีใครเสียด้วย

แรกคิดว่าจะแบ็คแฮนด์ใส่มัน

แต่คิดอีกทีก็คิดว่าคงไม่ทันมัน....เพราะลิงต้องเร็วกว่าคน...และผมคงจมเขี้ยวมัน

ยัง....ยังก่อน....อย่าคิดว่าผมปลอดแหก....

เพราะข้างๆตัวผมมีลูกน้องของมัน...ตัวเล็กกว่ามันหน่อย อีกสองสามตัวกำลังทำท่าเหมือนกอริลล่าอยู่อย่างตระเตรียม

ผมเลยต้องใช้ความคิดที่สอง.......?

ค่อยๆยันขายืนขึ้นมาช้าๆ.......ช้ามาก!!!!!

จะเตะมันหรือครับ!!!!

บ้าสิ!!!....

ผมต้องยอมให้มันปล้น!!!!

เมื่อค่อยๆยืน กระเป๋ากางเกงมันก็คลาย....

มันก็เอามือที่กำถั่วออกไปได้.....

แล้วมันก็ถอยกลับไป.....กินถั่วไปพลาง!!!!!

ผมรู้สึกขายหน้าตัวเองที่สุด

โดนลิงปล้น!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ผมกลับมากองร้อยและเล่าให้จ่ากองร้อยฟัง แกหัวเราะเหมือนเมากัญชา แล้วสอนผมว่า “วันหลังผู้หมวดไปอีก ใส่ไอ้โอ๊บไปซี่”

“ไอ้โอ๊บ” คือรองเท้าคอมแบ็ตทหารที่เราเห็นเวลาเขาใส่ชุดฝึกนั่นแหละ

วันรุ่งขึ้นด้วยความพยาบาท ผมก็ทำอย่างที่จ่ากองร้อยบอก แล้วกลับไปที่ศาลฯแล้วทำทุกอย่างเหมือนเดิม....ซื้อเบียร์....ซื้อถั่ว...ยัดใส่กระเป๋ากางเกง...ไปนั่งที่เดิม....

สิ่งที่ไม่เดิมก็คือ...ผมสอดสายตาหาไอ้ลิงเปรตนั่นตลอดเวลา

ที่นั่นมีลิงมากมาย และเคลื่อนไหวตลอดเวลา

มันเหมือพยายามมองหาคนในตลาดนัดสวนจตุจักร แต่ผมก็ไม่ละความพยายาม...มองหาไปเรื่อย จนในที่สุดผมก็เห็นมัน!!!

มันนั่งอยู่บนหลังคาทางเข้าศาล ตรงข้ามกับร้านขายถั่วคั่ว

มันมองมาที่ผมเมื่อผมสบตามัน!!!!!!!!!

มันทำคิ้วยกขึ้นยกลง และมองผมจากหัวถึงตีน

สายตามันเต็มไปด้วย “หางหมู”(คือเครื่องหมายคำถาม(Question Mark))

ผมสบตากับมันครู่หนึ่ง...กะว่าเดี๋ยวมันจะมาปล้นผมแบบเดิมอีก...คราวนี้เจอกัน!!!

และแล้วมันก็ขยับตัว...!!

ผมก็ขยับตีน....!!!!

แล้วมันก็กระโดดทันที!!!!

แต่ไปอีกทางหนึ่ง....และหายลับไป!!!!!ในฝูงของมัน

ผมนั่งอยู่อีกสักพักหนึ่ง เอาถั่วให้พวกลูกลิงมันกินกัน

พอพายุอารมณ์สงบลงแล้ว ก็คิดว่า “ช่างมันเถอะ”

แล้วผมก็กลับมากองร้อย นอนอ่านหนังสือสบายใจ

จะว่าไปตามชาติพันธุ์วรรณาแล้ว ลิงกับคนก็มีสายสาขามาใกล้เคียงกัน คงจะต้องมีอะไรหลายๆอย่างที่คล้ายๆกัน...แล้วแต่ใครจะพัฒนามากกว่ากัน

แต่สันดานเดิมคงยังพอมีร่องรอยให้มองเห็นได้...ขี้โกง...เอาเปรียบ...ข่มขู่...ระราน...และขี้ขลาด

มนุษย์ชาติพัฒนาขึ้นมาดีกว่าหรือไม่ดีกว่า ผมก็ตอบไม่ได้มากนัก

เรื่องปรัชญาอาจจะใช่....ความเป็นชีวิตอาจจะไม่

อย่างไรก็ตาม ชีวิตที่ไปถึงอวกาศได้ก็คือ ลิง

พิเศษ สังข์สุวรรณ/นานมาแล้ว/001018

ศาลพระกาฬ 3

เมื่อผมลาออกจากราชการทหารแล้ว ครั้งหนึ่งผมก็ไปอยู่ที่ลพบุรี...ไปเที่ยวพักผ่อนและไปเยี่ยมเพื่อนฝูง ไปพักอยู่ที่วัดมหาธาตุ ซึ่งส่วนหนึ่งเขาทำเอาไว้เป็นที่พักของข้าราชการกรมศิลปากร และผมมีรุ่นพี่คนหนึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยศิลปากรอยู่ที่นั่นตอนนั้น...เรียกแกว่า “พี่มาด” ก็แล้วกัน...

เราพักกันอยู่ที่นั่น ทุกเย็นคืนก็ชื่นมื่น ร่ำสุราเฮฮากันไปตามประสา

ตอนกลางวันข้าราชการเขาก็ไปทำงานกัน พวกที่ไม่ได้ทำราชการคือพวกผม ก็แกร่วอยู่ที่บ้าน พัก.....

ทำอะไรที่ไม่เป็นอะไรไปเรื่อย

หลายวันเข้าผมก็เบื่อ...ไม่รู้จะไปไหน ก็เลยเดินไปเที่ยวศาลพระกาฬเพราะอยู่ใกล้กันนิดเดียว

แวะเบิกบานกับเบียร์สักพักก็เข้าไปในศาลพระกาฬ มันเป็นช่วงหลังเที่ยงหน่อย จึงมีคนไม่มากนัก...

นั่งดูอะไรเพลินๆก็เหงาๆและง่วงๆจึงเอนนอนลงบนพื้นหินยาวในบริเวณศาลฯ...คิดถึงหน้าใครต่อใครไปพลาง แล้วก็ผล็อยหลับไป

ในฝันที่ฝันใฝ่นั้นงามหนักหนา มีแฟนเป็นเทพธิดา

มีนางฟ้าเป็นสนม มีปราสาทราชวังที่ชื่นชม

มีพรมวิเศษ ขี่เหาะได้ดังใจ

แล้วผมก็สะดุ้งสุดตัว เพราะถูกดึงหัวเกือบตกม้า!!!!!!

สะบัดออก ลุกขึ้นได้ ก็เห็นผู้บังอาจมากระชากผมของผม!!!...

มันคือลิงน้อยกระจ้อยร่อยตัวหนึ่ง....นั่งทำหน้าตายอยู่ข้างๆ....!!!

ผมกระเด้งลุกขึ้น กะเตะมันให้เข้าโกลไปเลย....

แต่ไม่มีทางที่จะไวกว่ามัน....มันเผ่นไปข้างหลังศาล ผมไล่ตามเหมือนบ้า

แต่อย่างไรก็ไม่มีทางทันมัน

ไปถึงหลังศาลก็มีลิงทั้งฝูงอยู่ตรงนั้น....ไม่มีทางจำได้ว่าไอ้เวรตัวไหนมาจิกผมผมเล่น...หน้ามันก็เป็นลิงเหมือนกันหมดทุกตัว

จะไปฟ้องร้องกับพ่อแม่มันก็ไม่ได้ เพราะมันคงไม่มีทะเบียนบ้าน..

ก็ได้แค่ข่มความโกรธ........

อีกครั้งหนึ่ง ผมก็ไปนั่งเล่นที่ศาลพระกาฬอีก...เป็นความผูกพันอะไรก็ไม่ทราบ...

แม่ผมเคยเล่าให้ฟังว่า ตอนผมเกิดใหม่ๆเกือบไม่รอด....ตอนนั้นพ่อ แม่ทำฟืนอยู่ที่พระพุทธบาท สระบุรีและผมกำลังจะตาย...แม่จึงบนบาลพระกาฬให้ผมรอดและถวายผมให้เป็นลูกของท่าน...

ผมก็เลยมีโอกาสมาเขียนเรื่องนี้ให้คุณได้อ่าน

ผมก็ทำแบบเดียวกับทุกครั้งที่ไปศาลพระกาฬ ซื้อเบียร์ ซื้อถั่ว นั่งดูลิงและผู้คน

วันนั้นมีนักท่องเที่ยวชาวตะวันแดง(ญี่ปุ่น) มากรุ๊พใหญ่...ส่วนใหญ่ก็งั้นๆเพราะหง่อมแล้ว....มีเอ๊าะๆอยู่ไม่กี่คน แต่ก็พอเจริญตาได้

พวกเขาเดินชมศาลแล้วผ่านมาทางผม กำลังจะอ้อมไปหลังศาล...แล้วพวกเขาก็มองมาที่ผม...และยกกล้องถ่ายภาพมาถ่ายผม...????

ผมแปลกใจ แต่ความเข้าข้างตัวเองมีมากกว่าเราคงหล่อระเบิดกระมัง พวกเขาถึงมาชักรูปเลยทำมาดเข้ม อกผ่ายไหล่ผึ่งและโปรยยิ้มมุมปาก...พวกเขาก็ถ่ายกันใหญ่.....

ทันใดนั่น!!!!.....ทันใดนั้นก็มีมือมาเด็ดผมของผม หนึ่งเส้น!!!!....

หนึ่งเส้นจริงๆ !!!!

ผมหันไปดูก็เห็นไอ้จ๋อตัวหนึ่ง เขยิบไปนั่งห่างผมไม่มากแล้วก็เอาผมของผมขึ้นมาดู.....

แล้ว???

มันก็เอามาถูซอกฟันของมัน!!!!

มันเอาผมของผมไปทำ DENTAL FLOSS !!!!

พวกนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นถ่ายรูปกันพึ่บพั่บ และหัวเราะกัจนหาง..งูไม่เจอ!!!!

ผมเองก็พลอยหัวเราะไปด้วย

เพราะเจ้าจ๋อมหัศจรรย์นั่น นั่งถูฟันอย่างไม่สนใจใครหรืออะไร....มันคงกินถั่วแล้วติดฟัน รำคาญ และผมคงมี Dental Floss ให้มันใช่ได้

มิน่าเล่า...ลาแคระที่ศาลพระกาฬตัวหนึ่ง ที่เขาคงเอามาปล่อยไว้ มันถึงไม่ค่อยมีขนหาง....

เรื่องนี้พอเข้าใจได้

แต่ที่ประทับใจมากก็คือ มันมือแน่มาก ฉกเอาแต่ผมเส้นเดียว...เส้นเดียวจริงๆ...

คนเรายังต้องใช้แหนบเลย...มนใช่แค่นิ้ว!!!!! และมันไม่รู้จักคอมพิวเตอร์เสียด้วยซ้ำ

พิเศษ สังข์สุวรรณ/นานมาแล้ว/001018


Sunday, March 9, 2008

THE GOD AND ME!!!


I บ้านพิษณุโลก


ตอนเป็นเด็ก ๆ .... นั่งรถสามล้อของบ้าน เข้าถนนพิษณุโลก... วิ่งขนานกับคลองเลียบทางรถไฟ นิดหน่อย ก็มุ่งตรงไปสามแยกสนามม้านางเลิ้ง ... เลี้ยวซ้ายเข้าถนนนครสวรรค์และข้ามถนนเข้าบ้าน ... ที่เคยเป็นวังที่ประทับของเสด็จนายกรมฯกรมหลงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ... เสด็จเตี่ยของ ทร.ไทย...

จากหัวถนน (หรือหาง ?) พิษณุโลก... ซ้ายมือเป็น ร.พ.มิชชั่น ... เลยไปเป็นบ้านพิษณุโลก ที่เคยเป็น วังเก่า...

ตอนเป็นเด็ก ๆ ๔-๕ ขวบ ... ฉันถูกเลี้ยงโดยแม่ และป้า... อยู่คนละบ้าน-เขตเดียวกัน ....

บ้านพ่อแม่ ทำฟาร์มไก่...

บ้านป้าก็ทำฟาร์มไก่ .. แต่ขันคนละอย่างกัน...

ถ้าป้าอยู่บ้าน ... ป้าจะเอาฉันไปเลี้ยงเสียทั้งวัน....

ตกเย็น-กลางคืน จึงส่งคืนแม่ .....

แม่มีน้องอีกสองคน (ตอนนั้น) ก็เท่ากับป้าช่วยลดภาระการเลี้ยงดูให้แม่ ....

ป้าเลี้ยง แต่ไม่ได้ดูตลอด ....

ป้าต้องออกไปทำธุระต่าง ๆ นอกบ้าน ......

คนเลี้ยงฉันใกล้ชิดจริง ๆ ช่วงนั้น เป็นพี่เลี้ยง ชื่อ ยายผิว .... ผอมแห้ง ไอค๊อก แค๊ก ......

ทั้งบ้านระแคะระคาย และมารู้ความจริงเอาภายหลังว่า ยายผิวแกเป็น Tuberculosis .... เรียกสั้น ๆ ภาษาแพทย์ + ชาวบ้าน ว่า T.B. ..... แปลว่า วัณโรค .... ซึ่งเป็นโรคติดต่อร้ายแรงในสมัยนั้น !!! ….. ตายเพราะโรคนี้กันมาก !

พอรู้ว่ายายผิวเป็น T.B. ยายผิวก็โดนอาการของโรคอัปเปหิออกจากบ้านไป !......

แต่ไม่ก่อนที่จะเอื้อเฟื้อหางเลขโรคชื่อฝรั่งนั้นให้ฉันไปแว่บหนึ่ง !!

นี่แค่หางเลขนะจ๊ะ !!!!!!!

หางเลขรางวัลที่ ๑ จัง ๆ ฉันคงไม่มาเขียน memoir ให้เปลืองหมึก เปลืองกระดาษอยฝุ่แล้วนะจ๊ะ นาย... จ๋า..

การณ์ฆเป็นซะเช่นนั้นแล้ว ทางบ้านฉันก็เลยต้องทำการบ้านสถานการณ์เสียใหม่ !!.....

ก็คือ Admit ฉันเข้าโรงพยาบาล Mission ไปเลย...

ไปหาหมอที่โน่น แล้วกลับมานอนบ้าน ... นอนกับแม่ ... แม่ไม่ยอมให้ใครเอาไปเลี้ยงอีก !! …..

เป็นอย่างนั้นทุกวันไป .... จนหายดี !! ซึ่งก็กินเวลาหลายเดือนอยู่ ......

ในช่วงนั้น ฉันก็มีโอกาสเข้าไปวิ่งเล่น เดินเล่น นั่งเล่น ในสวนด้านหน้าของบ้านพิษณุโลก ซึ่งมีทางเข้าออกติดรั้วโรงพยาบาลอยู่บ่อย ๆ ที่คนเลี้ยงไปรอยา รอหมอ รอตรวจ รอนัด อะไรตามเรื่องของหมอ ....

ฉันชอบที่สวนนั่น ... เพราะแปลกตาแปลกใจดี .... นอกจากความร่มรื่นด้วยไม้น้อยใหญ่แล้ว ... ตรงมุมต่าง ๆ ในสวนบางมุม ก็มีรูปปั้น หล่อ ตั้งประดับไว้ ....

มีไม่มากนัก ... แต่แต่ละรูปช่างดึงดูด และมีเสน่ห์ต่อเด็ก ๆ อย่างฉันเป็นอย่างยิ่ง.....

สวนนั้นมีชื่อที่ตั้งไว้ ... แต่ฉันไม่ทราบว่าชื่ออะไร ....

โต ๆ ขึ้นมา ก็เรียกขึ้นเองว่า .... “สวนเทพเจ้า”…….

โตขึ้นมาอีก ... เรียนหนังสือมากขึ้นอีก ก็เรียกว่า … “EDEN OF THE GODS”……

ที่เรียกเช่นนั้นก็เพราะประติมากรรมทั้งหลายในสวนนั้นเป็นรูปเทพเจ้าของฮินดูและเทพนิยายไทยเสียส่วนมาก .... ปั้น สร้างหล่อ ด้วยฝีมือชั้นเซียน .... แม้จะมองด้วยสายตาเด็กอย่างฉันก็ตาม ....

ที่จำได้ติดตาก็คงจะเป็น พระนารายฯ์ทรงประทับบนหลังขนดพระยาอนันตนาคราช ....

ที่จำได้แม่นก้เพราะมีรูปงู คือพระยาอนันตนาคราชเป็นเครื่องผูกใจหลักอยู่ .....

แหม ! เด็กกับงู ..... ยิ่งดูยิ่งเข้าใกล้ !! ….

ความใกล้ชิดของฉัน ต่อสวนดังกล่าว ก็คงเป็นอย่างที่หว่านเอาไว้เสมอมา ..... แม้จะย้ายนิวาสถานระหกระเหินไปไหนต่อไหน .... ถ้าผ่านคราวใด ก็ต้องมองด้วยความระลึกถึงซึ่งย้อมด้วยภาพเก่า ๆ เสมอ ... ตราบจนปัจจุบัน ....

หากจะเล่าให้ฟังด้วยมุมมองอื่น ก็มีอะไรแค่นิด ๆ หน่อย ๆ

มันอาจออกไปทางจิตศาสตร์ หรือมิติจักรวาลสักเล็กน้อย ใคร่ฟังก็ฟังไว้ ....

และแล้ว .... ฉันก็ได้มาสัมผัสเทพเจ้าต่าง ๆ ที่เคย ๆ เห็นตั้งแต่เด็ก อย่างไม่คาดคิดฝัน แม้จะเลยสัมผัสที่ ๕ ไปก็แล้วแต่ .....

ฉันสอบ Entrance เข้าคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรได้ ... และเรียนจนจบ .....

นั่นแหละ คือ วงรอบอีกวงของการพบกัน .....

ระหว่างฉัน .... กับ เทพเจ้า .......


เรื่องนี้เขียนประมาณเดือนเมษายน ๒๕๕๐ ขณะพักรักษาตัวที่ รพ.เจ้าพระยา




II. THE GODS AND ME

Fri, May 04, 2007


ปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งอยู่นานพอสมควร เจ้า T.B. ก็ bye bye ผมไปตามทางของมัน เป็นการ farewell ที่ค่อนข้างจะเฉยชา มีนตึง สำหรับผู้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันมา แม้จะไม่นานนัก แต่ก็เฉียดตายไปวูบวาบ ! …. ผมเคยเจอมันที่คนอื่น ๆ มันก็ทำเป็นไม่รู้จัก ! ก็แล้วไป .... ทางใครทางมัน !! ……


ผมก็อยู่ที่วังนางเลิ้ง และเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ตามธรรมชาติ ทั้งร่างกายและจิตใจ ... แต่ที่โตแซงหน้าใครทั้งหมด คือ ความซน ! … แก๊งค์ผมที่ลพบุรีน่ะเหรอ.... ชิดซ้ายหลีกไซเรนไปเลย !




ที่บ้านนางเลิ้ง มีศาลเจ้าอยู่หลายศาล ส่วนใหญ่จะอยู่ตามริมรั้วหรือใต้ต้นไม้ใหญ่ ริม ๆ สนาม .... ซึ่งก็เป็นพื้นที่ที่ผมใช้เล่นอะไรขลุกขลัก ๆ ไปเรื่อย ๆ ......

ตามประเพณีไทยแล้ว สิ่งที่มีคู่กับศาลเจ้า ศาลพระภูมิ ศาลอื่น ๆ นอกจากศาลสถิตยุติธรรมแล้วก็ คือ .... “ตุ๊กตาเสียกบาล” อันใครต่อใครเอามาถวายแก้บนมั่ง ถวายด้วยศรัทธามั่ง ด้วยเหตุผลอื่น ๆ มั่ง ....

ศาลไหน “ศักดิ์สิทธิ์” หรือ “เฮี้ยน” มาก ... ตุ๊กตาเสียกบาล ก็แน่นขนัดชานเรือนชานศาล เบียดเสียดกันตกลงมาที่พื้นมั่ง ก็ไม่น้อย.

ก็เสร็จเจ้าหัวจุกจอมซนน่ะซี .... จะเหลือเรอะ !!.....

แม้ผมจะมีพี่ชายพี่สาว แต่ก็อายุมากเกินกว่าจะมาเล่นปั้นวัวปั้นควายกับผม ... น้องสาวก็มี ... แต่ก็เล็กเกินไป-ผมจึงมักจะฉายเดี่ยว เล่นอะไร กุ๊กกิ๊ก ๆ ไปตามจินตนาการของผมคนเดียว .... ของเล่น พ่อแม่ก็หาให้ แต่ไม่มีอะไรถูกใจเท่า “ตุ๊กตาเสียกบาล” ที่เกลื่อน ๆ ที่เกลื่อน ๆ ศาล ....

จึงเป็นภาพปกติธรรมดาที่จะเห็นผมเล่นอะไรง่วนอยู่แถว ๆ ศาลคนเดียว .... ที่บ้านต้องมาตามไปกินข้าว อาบน้ำ ทุกวัน ...

ณ อาหารกลางวัน ของวัน ๆ หนึ่ง ... ก็เกิดเรื่องขึ้นจนได้ในที่สุด !! …..

ผมหายไปไหนมาไม่ทราบ เกือบตั้งสามชั่วโมงหลังกินข้าว ทั้ง ๆ ที่ผมก็อยู่ตรงนั้น !!!!!







Friday, March 7, 2008

พิเศษ สังข์สุวรรณ : เรื่องเล่า : ตุ๊ดตุ๊ดตู่ อยู่โรงบาล


เรื่อยเรื่อย มาเรียงเรียง บินโฉมเฉียง จนปีกลู่

มาโผล่ เอ๋ยกู ตุ๊ดตุ๊ดตู่ อยู่โรงบาล

นั่งรถสี่ล้อเข้า เก๋ไม่เบาสองเท้าทำงาน

ซ้ายขวา คล่องชำนาญ หาหมอตาหวาน บอก admit

ตั้งใจจะมาปรึกษา เรื่องปัญหารูท้องน้องนิด

รูกระจิ๋วแต่ขยันผลิต น้ำปุดผุดท่วมเตียง

หมอยิ้ม โลกก็แย้ม เซ้นต์ให้แต้ม คนท้องเดี้ยง

Admit ส่งขึ้นเรียง รอเจาะท่อน้ำประปา




น้องสาวดังเจ้ากระซิบ ตาขยิบ ซื้อเสบียงมา

ตุนให้แล้วทูลลา กลับพาราใกล้บ่อบึง

ทิ้งเราเฝ้าวิมาน คลุ้งหมอกควัน เสียงอื้ออึง

อีกสามบ้านดูประหนึ่ง รังวิหคนกกระจอกจ้อ

วุ่นวายพะรุงพะรัง นานาจิตตัง รำกันป้อ

เป็นอะไร เป็นเมื่อไร ที่ไหน ทำไม ใครหนอ

มาตอมมุงดูกัน อ้อ คนเหมือนกัน ใช่ไหมพ่อ?

แต่สงสัยผิด ward เนาะ น่าจะอยู่ สูคิกรรม

หลับตาท่าเหนื่อยปรี่ ลูกไม้ที่ใช้ประจำ

เสียงเจี๊ยวค่อยเพลาพรำ ไปจ้อพร่ำ ประจำเตียง

ดีกลงก็หลับใหล ล่องไปตามสำเนียง

เหมือนมนต์ที่ไร้เสียง หล่อเลี้ยงสัมปะชัญโย


เกริ่น หน่อย....

blog นี้ จัดทำโดยสมาชิกในครอบครัว จะใส่ข้อมูลแบบกระจัดกระจาย และมาเชื่อมต่อกันภายหลัง นะคะ